16 Sun , December 2018

อุทกวิทยา

วิชาอุทกวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Hydrology

เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่กล่าวถึงน้ำ

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้กำหนดคำจำกัดความของวิชานี้แปลได้ดังนี้ “
อุทกวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งกล่าวถึงน้ำในโลก การเกิดดับผันแปร การเคลื่อนที่หมุนเวียน การแผ่กระจาย
คุณสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีของน้ำและปฏิกิริยาของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อน้ำอันรวมถึงสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ด้วย

จากคำจำกัดความดังกล่าว ฟังคล้ายกับว่าอะไรเป็นน้ำก็คืออุทกวิทยา
แต่เท่าที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันได้จัดวิชาที่เกี่ยวกับน้ำไว้ในประเภทยีออฟิสิกส์และแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะสาขาคือ Oceanography กล่าวถึงน้ำในทะเลมหาสมุทร, Hydrometeorology กล่าวถึงน้ำในบรรยากาศ
และ Hydrology กล่าวถึงน้ำ ส่วนที่ไม่ใช่ในทะเลมหาสมุทร ไม่ใช่ในบรรยากาศ ก็จัดอยู่ในอุทกวิทยาทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ดี น้ำทั้ง 3 ลักษณะย่อมเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวพันกันอยู่ดี เช่น น้ำทะเลขึ้นลงกระทบกระเทือนถึงน้ำจืดบริเวณปากแม่น้ำชายทะเล ไอน้ำในบรรยากาศกลายเป็นฝน ซึ่งเป็นต้นทุนของน้ำท่าที่ไหลอยู่ในแม่น้ำลำธารเหล่านี้ เป็นต้นการศึกษาทางอุทกวิทยาจึงต้องศึกษาล้ำเข้าไปในเรื่อง น้ำทะเลและน้ำในบรรยากาศบ้างพอสมควร นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาค้นคว้ากันว่าวิชาอุทกวิทยานี้เริ่มมีมานานเท่าใด มนุษย์รู้จักใช้น้ำมานานนับพันๆปี ก็เชื่อได้ว่าการศึกษาเรื่องน้ำต้องมีแน่ อากาศหลักฐานที่บันทึกไว้เมื่อ 300 ปีมาแล้วนักวิทยาศาสตร์เริ่มรู้จักการวัดปริมาณน้ำที่ไหลอยู่ในลำน้ำ จึงถือว่าเป็นจุดเริ่มของอุทกวิทยา เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 นักวิทยาศาสตร์ได้ฉลองครบรอบ 300 ปี ขอลอุทกวิทยากันที่นครปารีส ซึ่งหมายความว่า วิชาอุทกวิทยาได้ดำเนินมา 300 ปีแล้ว และตลอดเวลาได้ทำการทดลองตรวจวัดต่าง ๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ จากปี พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา จึงนับได้ว่าเป็นยุครุ่งอรุนของวิทยาศาสตร์ฝ่ายอุทกวิทยา
คือเริ่มอธิบายปัจจัยทางอุทกวิทยากันด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์
โดยสรุปกล่าวได้ว่า วิชาอุทกวิทยา กล่าวถึงเรื่องน้ำจืดที่เกิดขึ้น ณ แหล่งน้ำต่าง ๆ ในโลกนั้นเอง การศึกษาทางอุทกวิทยาต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และอีกหลายสาขาวิชาประกอบกันในการตรวจเก็บข้อมูลทางอุทกวิทยา การประเมินผลและการประยุกต์ใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการออกแบบเชิงอุทกวิทยาของแหล่งน้ำ

ตลอดเวลาที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ร่วมมีอกันศึกษาค้นคว้าวิจัยแลกเปลี่ยนผลงานและความคิดเห็นและแม้ปั จจุบันก็ยังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง

ทรัพยากรน้ำ หมายถึง น้ำจืดที่เกิดมีขึ้นตามธรรมชาตในแต่ละแหล่งน้ำนั้นเอง น้ำที่เคลื่อนที่หมุนเวียนอยู่ในโลก มีสถานะต่าง ๆ ที่สำคัญคือ น้ำฝน น้ำท่า และน้ำใต้ดินซึ่งเป็นสถานะที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ น้ำฝนจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที     เช่นฝนตกตรงลงในแปลงเพาะปลูกแต่เมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณน้ำฝนที่ตกกับที่ใช้ประโยชน์ได้ทันทีแล้ว จะเห็นว่าที่ใช้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย น้ำฝนที่กลายเป็นน้ำท่าไหลลงแม่น้ำลำธารนั้นก็เหมือนกัน เรามักจะใช้ไม่ทันแล้วไหลลงทะเลไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเราจะเก็บน้ำส่วนเกินเหล่านั้นไว้ใช้ประโยชน์ในระยะที่ไม่มีน้ำฝน หรือน้ำท่าแล้วก็ต้องมีเครื่องมือและวิธีการอีกหลายประการ
น้ำท่าในแม่น้ำลำธารตา ธรรมชาติย่อมไหลลงทะเลอยู่ตลอดเวลา มนุษย์มักใช้ประโยชน์จากน้ำท่าเหล่านั้นได้น้อย หากไม่มีการควบคุมเก็บกักบังคับน้ำให้เหมาะสม ในการนี้จึงต้องมีการ “ พัฒนาแหล่งน้ำ ” เพื่อใช้ประโยชน์ของน้ำมากยิ่งขึ้น งานพัฒนาแหล่งน้ำ หมายถึง กิจกรรมที่กระทำขึ้นเพื่อควบคุมบังคับน้ำในแหล่งน้ำ หนึ่ง ๆ นำไปใช้ประโยชน์ โดยปกติเป็นงานที่ลงทุนสูง ต้องใช้วิทยาการต่าง ๆประกอบ  และใช้ความรู้ของปรากฏการณ์ธรรมชาติของน้ำในแหล่งน้ำนั้น ๆ เป็นหลัก นั่นคือการศึกษาทางอุทกวิทยาของแหล่งน้ำนั่นเอง การตรวจสอบศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทางอุทกวิทยาเป็นการจับปรากฏการณ์ธรรมชาติของน้ำ ซึ่งปรากฏว่า ในแต่ละแหล่งน้ำจะเกิดดับผันแปรแตกต่างกันอยู่ทุกปี เมื่อได้ทราบเกณฑ์การเกิดน้ำท่าในแต่ละแหล่งน้ำดีแล้ว จึงกำหนดวิธีการเก็บกักควบคุมบังคับให้เหมาะสม เพื่อจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป กิจการต่าง ๆ ในงานพัฒนาแหล่งน้ำงานพัฒนาแหล่งน้ำเท่าที่ดำเนินงานกันอยู่ในประเทศต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ
อาจแบ่งเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ได้คือ การชลประทาน การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ น้ำอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม การเดินเรือ นอกจากนั้น ยังมีกิจการที่ต้องทำประกอบเพื่อให้สอดคล้องกันอีก คือการควบคุมอุทกภัย การระบายน้ำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในแต่ละแห่งมักมีวัตถุประสงค์มากกว่าหนึ่งอย่างขึ้นไป เรียกว่า
โครงการอเนกประสงค์ การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำมากจะร่วมมือกับกิจการอื่น ๆได้ดี เนื่องจากเป็นการใช้แรงของน้ำให้ตกผ่านหมุนกังหัน เพื่อขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่ได้ใช้เนื้อน้ำ น้ำที่ปล่อยผ่านกังหันก็จะไหลไปตามลำน้ำ ซึ่งทางตอนล่างสามารถเอาไปใช้ประโยชน์อื่น ๆได้อีก

การชลประทาน

งานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน นับว่าเป็นกิจการหลักที่ทำกันในทุกประเทศ การชลประทานหมายถึง กิจการที่มนุษย์ทำขึ้นเพื่อน้ำน้ำไปใช้ในการเพาะปลูก โดยปกติการชลประทานมักจะเป็นแบบส่งน้ำเพิ่มให้พืชในตอนที่ขาดฝน เพราะมักจะปลูกพืชกันในฤดูฝน น้ำฝนที่ตกลงมาในแปลงเพาะปลูกก็จะช่วยในการเติบโตของพืชโดยตรงได้ส่วนหนึ่ง โดยปกติแล้วที่จะมีฝนตกสม่ำเสมอลงมาพอเหทาะกับที่พืชต้องการตลอดระยะการเพาะปลูกนั้น ไม่ค่อยพบ มักจะปรากฎอยูเสมอว่า ฝนตกไม่ได้จังหวะกับการเพาะปลูก อาจตกชุกมากในระยะหนึ่งแล้วก็แล้งทิ้งระยะห่างไปอีกช่วงหนึ่ง หากเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ ตลอดระยะการปลูกแล้วก็จะไม่ได้ผล จึงต้องส่งน้ำชลประทานไปช่วยในช่วงที่ขาด น้ำชลประทานนั้นมาจากไหน ก็คือน้ำท่าที่ไหลมาตามแม่น้ำลำธารตามธรรมชาตินั้นเอง น้ำท่าเกิดจากฝนที่ตกในลุ่มน้ำตอยเหนือขึ้นไป เอไหลมาถึงทำเลที่ต้องการใช้ต้องมีอาคารชลประทานบังคับน้ำให้ส่งไปยังแปลงปลูกในเขตโครงการได้ เป็นการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติเฉพาะลุ่มน้ำนั้น ๆ การชลประทานที่ดำเนินงานกันอยู่ทั่วไป มีหลักการคือนำน้ำท่าที่ไหลมาจากแม่น้ำลำธารผันเข้าไปสู่แปลงเพาะปลูกในจังหวะที่ฝนไม่พอหรือขาดฝน มักนิยมให้น้ำไหลไปโดยแรงดึงดูดของโลกโดยสร้างอาคารขวางลำน้ำ บังคับให้น้ำผันเข้าทุ่งได้ เช่น สร้างฝายหรือประตูอัดยกระดับน้ำของแม่น้ำแม้ในระยะที่มีน้ำน้อย ให้สูงพอที่จะไหลเข้าคลองส่งน้ำ คลองซอย และท่อส่งน้ำเข้านาส่งได้โดยแรงดึงดูดโลก และมักมีคันและคูน้ำสำหรับจ่ายน้ำไปยังแปลงนา การชลประทานระบบดังกล่าว เรียกว่าประเภท ทดและผันน้ำ ซึ่งจะสามารถใช้น้ำท่าของลำน้ำนั้น ๆ ได้ตามแต่จะมา ถ้าจังหวะใดฝนในลุ่มน้ำน้อยน้ำท่าจากต้นน้ำก็มีให้ผันเข้าทุ่งได้น้อยไปด้วย และถ้าจังหวะใดน้ำมากเหลือใช้ น้ำส่วนที่เหลือนั้นต้องปล่อยให้ระบายผ่านฝายหรือประตูระบายทิ้งไปตอนล่างทั้งหมด ส่วนหน้าแล้งหากไม่มีน้ำท่าเลยก็หยุดกิจการ การชลประทานแบบทดและผันน้ำมักจะทำได้เฉพาะหน้าน้ำเท่านั้น เพราะปกติหน้าแล้งฝนไม่ตก ก็ไม่เกิดน้ำท่า อาจมีเล็กน้อยที่เกิดจากน้ำใต้ดินในลุ่มน้ำค่อย ๆไหลซึมออกมา และมักพบในแม่น้ำใหญ่ ๆ เท่านั้น ดังนั้น หากลุ่มน้ำใดมีน้ำท่าในฤดูน้ำมาก และมีทำเลที่เหมาะสมจะสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ได้ ก็มักลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ขึ้นเก็บน้ำไว้ใช้งานได้ตลอดปี และทำการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกด้วย การใช้น้ำในการชลประทานนั้น เป็นการใช้แล้วหมดเปลืองไป เพราะพืชดูดน้ำไปเลี้ยงลำต้นและคายออกทางใบ น้ำในแปลงเพาะปลูกเองก็ระเหยไปสู่บรรยากาศตลอดเวลา ดังนั้น เนื้อที่ที่จะส่งน้ำชลประทานไปช่วยได้ จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ ต้นน้ำทุนนั้นเอง ซึ่งในที่นี้ หมายถึงน้ำท่าที่ไหลอยู่ในแม่น้ำลำธารทั่วไป แต่การสร้างโครงการชลประทานนั้น นอกจากน้ำต้นทุนแล้วยังต้องอาศัยทำเลที่จะก่อสร้างโครงการได้เหมาะสมอีกด้วย คืออาคารบังคับน้ำที่เป็นหัวงาน อาคารคลองส่งน้ำที่มีความลาดเทเหมาะสม และสามารถคลุมเนื้อที่ได้มากพอเหมาะสมอีกด้วย โดยหลักการก็คือการลงทุนสร้างโครงการชลประทานขึ้นมาก สามารถส่งน้ำไปเป็นประโยชน์แก่พื้นที่ได้มากพอที่จะทำการเพาะปลูกแล้วได้ผลผลิตคุ้มทุนนั่นเอง

อุทกวิทยากับการวางแผนใช้ที่ดิน

เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูกก็คือ ดิน พืช และน้ำ
ซึ่งย่อมมีความเกี่ยวพันกันอยู่อย่างใกล้ชิด แม้ดินจะดี พันธุ์พืชดี แต่หากขาดน้ำ การเพาะปลูกพืชชนิดใดย่อมไม่ได้ผล แต่ก็เคยมีโครงการชลประทานที่ล้มเหลว แม้จะมีน้ำสมบูรณ์ เนื่องจากดินในเขตโครงการไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืช ในการวางแผนออกแบบโครงการชลประทานจึงมีกฎเกณฑ์ว่า ต้องพิจารณาเรื่องดินด้วยว่าจะเหมาะสมกับการปลูกพืชเพียงใดหรือไม่
โดยทั่วไปคนจะทำการปลูกในบริเวณที่พบแล้วว่าเป็นดินดี มีน้ำเหมาะสม ซึ่งมักจะเป็นทุ่งราบริมแม่น้ำใหญ่ ได้รับน้ำเองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมฝนในการเพาะปลูก แต่ในปัจจุบันปรากฏว่าพลเมืองที่เพิ่มขึ้นทุกปี ได้ลุกล้ำเปิดที่ทำกินกว้างขวางออกไปทุกที ที่ดินทุ่งราบบริเวณแม่น้ำใหญ่ค่อยๆหมดไป ริมแม่น้ำเล็กก็ค่อยๆหมดไป จนกระทั่งขยายรุกล้ำเข้าไปในที่นอนขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาการขาดน้ำหรือน้ำไม่พอกับการปลูกพืชเกิดขึ้น เนื่องจากการเพาะปลูกในบริเวณดังกล่าวนี้มักอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ซึ่งตกไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้กับจังหวะที่พืชต้องการ เกษตรกรในบริเวณพื้นที่เหล่านี้มักจะขอให้ช่วยหาแหล่งน้ำ และทำการชลประทานให้กันอยู่ทั่วไป แต่ดังได้ดังกล่าวแล้วว่า การสร้างโครงการชลประทานนั้นต้องมีความเหมาะ ประกอบกันทั้งแหล่งน้ำและทำเลที่จะสร้างอาคาร ควบคุมบังคับน้ำ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะหาได้ในทุกท้องถิ่นและแม้ท้องถิ่นเหล่านั้นจะมีทำเลเหมาะสม มีแหล่งน้ำ แต่ถ้าหากดินไม่ดีพอกับการปลูกพืชแล้วก็ไม่อาจสร้างได้ เพราะจะไม่ได้ผลตอบแทนคุ้มกับค่าลงทุนในการวางโครงการชลประทาน การศึกษาอุทกวิทยา ทำให้ทราบว่า น้ำท่าในแต่ละแหล่งน้ำ จะมีมากน้อยอย่างไร จะมีในจังหวะเวลาใด
ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของน้ำท่าตามธรรมชาตินี้ใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดขนาดและความแข็งแรงของอาคารประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งใช้กำหนดเนื้อที่ของโครงการด้วย 

การนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในการชลประทานได้พื้นที่เท่าใดนั้นต้องพิจารณาเรื่องการใช้ที่ดินในเขตโครงการด้วยว่า ดินเหล่านั้นเหมาะสมจะปลูกพืชอะไร ปลูกในเนื้อที่เท่าใด และหากเราทราบอัตราความต้องการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิดที่ปลูกในเนื้อที่โครงการแล้ว เราสามารถคำนวณหาปริมาณน้ำที่ส่งไปเพื่อการชลประทานในโครงการนั้น ๆ ได้และเมื่อเปรียบเทียบความต้องการใช้น้ำดังกล่าวปริมาณน้ำท่าที่มีตามธรรมชาติแล้ว
ก็จะสามารถกำหนดพื้นที่โครงการนั้น ๆ ได้ นี่คือหลักของการศึกษาการใช้น้ำในการวางโครงการชลประทาน ดังกล่าวแล้วนี้ จะเห็นได้ว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินในการเพาะปลูกนั้น จะมีความสัมพันธ์อยู่กับแหล่งน้ำ โครงการชลประทานโดยทั่วไป จึงมักมีปัจจัยที่เป็นตัวจำกัดอยู่ คือน้ำและที่ดิน การสร้างโครงการขึ้นมาจะต้องลงทุนสูง หากขอบเขตของโครงการไม่สามารถใช้ประโยชน์ จากที่ดินได้มากพอโดยที่จะมีน้ำหรือพื้นที่ดินเอง เป็นข้อจำกัดตามโครงการนั้น ๆ ก็อาจไดผลคุ้มค่าลงทุน
ต้องระงับการก่อสร้างไว้
ตามที่ได้กล่าวแล้วนี้ คงจะพอเป็นข้อคิดให้ท่านทั้งหลายพิจารณาได้ว่า อุทกวิทยา
นั้นแม้จะไม่เกี่ยวข้องกักการวางแผนใช้ที่ดินโดยตรงก็ตาม แต่ก็มีความสัมพันธ์กันโดยใกล้ชิด การวางแผนใช้ที่ดินนั้น ย่อมต้องพิจารณาถึงแหล่งน้ำด้วยเสมอไป หากจะใช้ที่ดินนั้นเพื่อกาเพาะปลูก

ดินเปรี้ยว ( Acid Soil ) เป็นดินที่มีความเป็นกรดสูงมีเนื้อดินเป็นดินเหนียวที่เกิดจากตะกอนน้ำกร่อย
ความเป็นกรดของดินเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารประกอบซัลไฟด์ที่มีอยู่ทั่วไปในดินตะกอนน้ำกร่อยทำให้เกิดกรดกำมะถันสะสมอยู่ในดิน ดินเปรี้ยวที่กล่าวนี้มีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ พืชจะไม่เจริญเติบโตได้ตามปกติทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ถ้าหากดินเปรี้ยวจัดหรือมีความเป็นกรดสูงอาจใช้ปลูกพืชอะไรไม่ได้เลย

ดินค่ำ ( Night Soil ) คืออุจระและปัสสาวะของมนุษย์ที่ขับถ่ายออกมา
ในประเทศจีนได้มีการใช้ดินค่ำใส่ลงไปในดินเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินมากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ญี่ปุ่นจึงนำเอาดินชนิดนี้ไปวิเคราะห์ดูปรากฏว่ามีธาตุอาหารพืชโดยเฉลี่ยดังนี้
มีธาตุไนโตรเจน 0.51 % มีธาตุ KO 2 0.23 %
มีธาตุ P 2 O 5 0.10 % มีอินทรีย์วัตถุ 3 – 5 %

ดินจรจัด ( Transforted Soil ) ดินชนิดนี้เป็นดินที่เกิดขึ้นจากการผุพังของวัตถุหรือสารต่าง ๆที่ถูกน้ำลมพัดพาทับถมไว้ ดินจรจัดนี้เราอาจจะพบว่ามันวิวัฒนาการจากดินใหม่มาเป็นดินเก่ากลางใหม่

เสาวรส

เสาวรสผลไม้ประโยชน์เยอะ ปลูกไม่ยาก เป็นที่ต้องการของตลาด

เสาวรส ภาษาอังกฤษ  – passion fruit / Yellow granadilla

                                   / Jamaica honey-suckle

เสาวรส ภาษาพื้นบ้านกะทกรก

 

ในประเทศไทยมีการปลูกเสาวรสอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เดิมทีจะปลูกเฉพาะเสาวรสพันธุ์สีเหลืองหรือที่เรียกว่าพันธุ์พื้นเมือง

พันธุ์เสาวรสที่ปลูกในประเทศไทยมีดังต่อไปนี้

1 เสาวรสพันธุ์สีเหลือง  มีเปลือกสีเหลือง  และเนื้อข้างในจะมีเหลืองด้วยเช่นเดียวกัน

2 เสาวรสพันธุ์สีเม่วง  เปลือกมีสีม่วงเนื้อในจะมีสีเหลือง  หลังจากที่มีการนำพันธุ์เสาวรสสีม่วงเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประทศไทย   เสาวรสพันธุ์สีเหลืองจึงถูกเรียกว่าพันธุ์พื้นเมืองในเวลาต่อมา

3 เสาวรสพันธุ์ผสม  เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์สีเหลืองและสีม่วง  เปลือกจะมีสีม่วงอมแดงและเนื้อในจะมีสีเหลืองเช่นเดียวกัน

 

ผลของเสาวรสสุกมีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

สารเบต้าแครโรทีน ในเสาวรสมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ  ชลอการแก่ก่อนวัยอันควร  ทำให้เซลล์เสื่อมช้าลง  และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้นอีกด้วย

ใยอาหารปริมาณสูงในเสาวรส  มีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายดูดซึมไขมันจากอาหาร  ที่ทานลงไปได้ช้าลง ร่างกายดูดซึมไขมันไม่ทันก็ถูกขับออกมาจากร่างกาย. โดยอุจาระ ช่วยลดความเสียงของโรคความดันโลหิตสูง. และบรรเทาอาการของโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย   เพราะใยอาหารนั้นช่วยลดไขมันอันตราย   คอเลสเตอรอล  และไตรกรีเซอไรด์ ได้นั้นเอง

สารโพแทสเซียมในเสาวรส. มีสรรพคุณช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติ   ปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย  ปรับสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท

วิตามินซีในเสาวรสมีสรรพคุณช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยลดความเสียงของโรคต่างๆ  ที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระ   ลดความเสื่อมของกระจกตา  ที่มีสาเหตุมาจากฝุ่น ควันไฟ แสงแดด  ช่วยเพิมภูมิต้านทานโรคหวัด  ช่วยทำให้บาทแผลแห้งเร็วขึ้น

สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  เมื่อได้ทานน้ำเสาวรสสดๆเป็นประจำ โดยที่ไม่ได้ผ่านการปรุงรส จะมีผลทำให้อาการดีขึ้นตามลำดับ เป็นผลมาจากสารอาหารต่างที่มีอยู่ในผลเสาวสสุกช่วยฟื้นฟูปรับสมดุลร่างกายทำให้ร่างกายฟื้นตัวมีสุขภาพที่ดีขึ้น

การใช้ประโยชน์ของเสาวรส

ผลสุกของเสาวรสใช้แต่งหน้าขนมต่างๆได้อาทิเช่นใช้แต่งหน้าเค้ก

ผลสุกของเสาวรสนำไปทำไอศครีมได้

ผลสุกของเสาวรสนำไปหมักไวน์ได้

ผลสุกของเสาวรสนำไปทำซอสผลไม้ได้

ผลสุกของเสาวรสนำไปทำแยมได้

ผลสุกของเสาวรสมีรสเปรี้ยว สามารถใช้เพิ่มรสเปรี้ยวในการปรุงอาหารได้

ผลสุกของเสาวรสสามารถนำไปทำน้ำเสาวรสบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายได้

ผลสุกของเสาวรสสามารถนำไปทำน้ำเสาวรสเกล็ดหิมะได้

ผลสุกของเสาวรสสามารถนำไปทำน้ำเสาวรสปั่นได้

เมล็ดของเสาวรสนำไปทำน้ำมันพืชได้

ยอดของเสาวรสสามามารถใช้ประกอบอาหารได้

ด้วยสรรพคุณและประโยชน์ที่มากมายของเสาวรส เสาวรสจึงเป็นผลไม้ของโปรดประโยชน์เยอะของนักกีฬา นักออกกำลังกาย ผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ที่ต้องการผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณชลอความแก่

การปลูกเสาวรสในแต่ละสายพันธุ์นั้น  มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป  ดังนั้นเกษตรกรผู้สนใจปลูกเสาวรส ควรศึกษารายละเอียดเชิงลึกอย่ารอบคอบก่อนตัดสินใจปลูก  เสาวรสเป็นพืชที่มีการลงทุนในการปลูกเจำนวนไม่น้อย  ถึงแม้เสาวรสจะเป็นพืชที่ปลูกง่ายและดูแลไม่ยุ่งยากจนเกินไป  ตลาดมีความต้องการสูง  ถึงกระนั้นเกษตรกรก็ไม่ควรลงมือปลูกโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเขิงลึกและการวางแผนการตลาดให้รอบคอบเสียก่อน

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย

kladee.com เรียบเรียง

อินทรียวัตถุ

อินทรีย์วัตถุ001

อินทรียวัตถุคืออะไร สำคัญอย่างไรสำหรับดิน

    “อินทรียวัตถุ”  ถ้าเอ่ยถีงคำนี้ หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบว่าหมายถึงที่แท้จริงว่าคืออะไรกันแน่ และมีความสำคัญอย่างไรในทางการเกษตร

     อินทรียวัตถุเป็นพื้นฐานสำคัญของการปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างดี ปลอดภัย ลดต้นทุนการผลิต ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายของอินทรียวัตถุวันนี้เราจะมาทำความรู้จักอินทรียวัตถุกัน

อินทรียวัตถุ หมายถึง ซากพืช ซากสัตว์ทุกชนิดที่กำลังสลายตัว ด้วยจุลินทรีย์ สารอินทรีย์ที่ได้จากการย่อยสลาย และส่วนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่จากกระบวนการย่อยสลาย

อินทรียวัตถุในดิน มีความสำคัญต่อการปลูกพืชเนื่องจากเป็นที่สะสมธาตุอาหารพืช และยังทำให้ดินมีการถ่ายเทอากาศ อุ้มน้ำได้ดี ดินที่ผ่านการเพาะปลูกจะทำให้อินทรียวัตถุในดินลดลง จึงมีความจำเป็นต้องเติมอินทรียวัตถุในดินไม่ให้ขาดควรมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 5% จากการสำรวจ พบว่า ดินในประเทศไทยมีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ถึงปานกลาง จึงควรเติมอินทรียวัตถุเสมอ เพื่อให้ดินเหมาะแก่การเพาะปลูก

4 วิธีใช้อินทรียวัตถุให้ถูกต้อง

1. การใช้อินทรียวัตถุเป็นวัสดุคลุมดิน ได้แก่ ชิ้นไม้ เปลือกไม้ ขี้เลื่อย โดยใส่ที่ผิวดินในสภาพแห้ง เพื่อให้ถูกจุลินทรีย์ดินย่อยสลายในอัตราตํ่าที่สุด มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผิวหน้าดิน โดยวิธีนี้เราจะไม่มุ่งหวังธาตุอาหารจากอินทรียวัตถุ

2. การใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงโครงสร้างดิน ได้แก่ เศษซากพืชหรือพืชสด ซึ่งอินทรียวัตถุนี้จะย่อยสลายเร็วมาก และมีสารอินทรีย์จํานวนมาก และหลากหลาย แต่ต้องเติมบ่อยๆ และอาจทำให้เกิดการขาดไนโตรเจนชั่วคราว จึงต้องแก้ไขด้วยการเติมไนโตรเจนด้วย

3. การใช้อินทรียวัตถุเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน จะ ใช้อินทรียวัตถุที่มีการแปรรูปช้า เป็นแหล่งธาตุไนโตรเจน ซัลเฟต ฟอสฟอรัส และจุลธาตุทุกชนิด

4. การใช้อินทรียวัตถุเพื่อช่วยดูดซับไอออนไว้ในดิน จะใช้อินทรียวัตถุในกลุ่มที่มีการแปรรูปเฉื่อย ผ่านการย่อยสลายมามาก จนมีปริมาณธาตุอาหารพืชเหลือน้อย

การใช้อินทรียวัตถุให้เหมาะสม จึงควรคำนึงถึงเรื่องระยะเวลาเป็นสำคัญ เพราะอินทรียวัตถุเมื่อใส่ลงดิน จะถูกย่อยสลายโดยสิ่งมีชีวิตในดิน ทำให้คาร์บอน ไนโตรเจน  เปลี่ยนแปลงจากระดับสูง และค่อยๆ ลดตํ่าลง  การใช้ประโยชน์จากอินทรียวัตถุจึงควรใช้ให้ถูกประเภทในเวลาที่เหมาะสม จึงจะให้ผลลัพธ์ในการปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกได้ดีที่สุด

 

โรงอาหารของพืช หากจะเปรียบดินเสมือนโรงอาหาร คงไม่แปลกถ้าจะเปรียบพืชเป็นเหมือนกับมนุษย์  ดิน และพืชสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์และเอื้อประโยชน์ต่อกันละกัน พืชจะเจริญเติบโตได้ดี ดินก็ต้องมีสารอาหารที่สมบูรณ์ ในทางกลับกันหากดินที่ไม่มีสารอาหาร พืชก็ไม่อาจจะเจริญเติบโตได้ดี

องค์ประกอบของดินตามธรรมชาติมี 4 ส่วน คือ

1. น้ำในดิน ทำหน้าที่ช่วยละลายธาตุอาหารพืชในดินและจำเป็นสำหรับใช้ในการเคลื่อนย้ายธาตุอาหารและสารประกอบต่างๆ ในต้นพืช

2. อากาศในดิน ทำหน้าที่ให้ออกซิเจนแก่รากพืชและจุลินทรีย์ดินสำหรับใช้ในการหายใจ

3. แร่ธาตุในดิน เป็นส่วนที่ได้จากการผุพังทลายตัวของหินและเป็นแหล่งธาตุอาหารพืชที่สำคัญที่สุด

4. อินทรียวัตถุ เป็นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยผุพัง การสลายตัวของเศษซากพืชและสัตว์ที่ทับถมกันอยู่ในดิน อินทรียวัตถุมีความสำคัญในการทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ในดิน

ตามลําดับขั้นตอนการถูกย่อยสลาย อินทรียวัตถุในดินสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มที่มีการแปรรูปรวดเร็ว อินทรียวัตถุในดินกลุ่มนี้มีสารประกอบที่สิ่งมีชีวิตในดินสามารถนําไปใช้ได้ในปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตในดินเกิดกิจกรรมการย่อยสลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลังการใส่อินทรียวัตถุในดินลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ต้องเติมใส่อินทรียวัตถุใหม่ๆ ลงดินอย่างสมํ่าเสมอและต่อเนื่อง  

2. กลุ่มที่มีการแปรรูปเฉื่อย อินทรียวัตถุในดินในกลุ่มนี้ผ่านการย่อยสลายมามากแล้ว เหลือเฉพาะสารที่มีรูปคงทน คาอยู่ในดินตั้งแต่ 100 -1,000 ปี อนุภาคดินค่อนข้างเหนียวแน่น ดูดซับธาตุอาหารต่างๆ ได้ดี โครงสร้างดินเป็นแบบเม็ดกลมเล็ก ทำให้ชะลอการชะล้างธาตุอาหารโดยน้ำ

3. กลุ่มที่มีการแปรรูปช้า อินทรียวัตถุในดินกลุ่มนี้มีอายุคงทนนานนับสิบปี เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารหลักของพืช ในอัตราคงที่ต่อเนื่องยาวนาน

เพราะดินไม่ใช่เพียงแค่สำหรับให้รากพืชยึดเกาะเท่านั้น แต่ดินเปรียบเสมือนโรงอาหารแหล่งอาหารที่สำคัญของพืช  ถ้าดินขาดธาตุอาหารหรือมีไม่เพียงพอต่อ พืชก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในทางตรงกันข้าม ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหาร พืชก็ย่อมสมบูรณ์และให้ผลผลิตที่ดี

     ในความเป็นจริง เกษตรกรรู้จักดินมากน้อยแค่ไหน…? และต้องยอมรับว่าดินใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุด แต่เกษตรกรกลับรู้จักน้อยที่สุด…! การไม่รู้จักสิ่งใกล้ตัวนี่เองทำให้เกษตรกรไม่ประสบความสำเร็จ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น เพราะหมดไปกับการใส่ปุ๋ยเคมี เพราะคิดว่าคือธาตุอาหารหลักของพืชแต่ยิ่งใส่ปุ๋ยเพิ่มผลผลิตกลับเท่าเดิม และลดลงเพิ่มทางเดียวคือต้นทุน

 

ดิน

ดิน (soil) ส่วนประกอบของดิน

เรื่องของดินเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ พืชจะงามผลิตจะมีคุณภาพก็ต้องเกิดมาจากดินที่มีคุณภาพ

ส่วนประกอบของดิน

พืชงามย่อมมาจากดินที่ดี

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตของมนุษย์ เช่น การเอาดินมาทำสิ่งก่อสร้าง การเพาะปลูกพืชผักต่างๆเป้นต้น ของสิ่งไหนก็ตามถ้าเรามุ่งแต่จะใช้ประโยชน์อย่างเดียวแต่ไม่มีการบำรุ่งรักษาในไม่ช้าของสิ่งนั้นก็จะต้องเสื่อมเสียไปไปอย่างรวดเร็ว ดินก็เช่นกันถ้าขาดการปรับปรุงและบำรุงรักษาเอาไว้ดินกินก็จะเสื่อมและให้ผลผลผลิตในการเพาะปลูกลดลงเรื่อยๆในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ลดน้อยลงจึงส่งผลให้เกิดการขยายพื้นท่ีในการเพาะปลูก ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร ถ้าหากเกษตกร รู้จักดินในเชิงลึก วางแผนการใช้งานและการบำรุงรักษาได้อย่างถูกต้องจะให้ได้ผลผลิตต่อไร่ในอัตราสูงสุด ปัญหาการบุกรุกทำลายป่าก็จะลดน้อยลง 

  ดินมีที่มาจากการผุกร่อนย่อยสลายตัวของหินและแร่ร่วมกับการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์คลุกเคล้าผสมกัน ผ่านระยะเวลาอันยาวนานจนถือกำเหนิดเป็นดินในที่สุด 

 

ดินมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

ในดินประกอบด้วย 4 ส่วน คือ อนุภาคดิน (อนินทรียวัตถุ) ,ชีวภาพ (อินทรียวัตถุ),น้ำ,อากาศ ซึ่งดินที่ดีเหมาะแก่การเพาะปลูก ต้องมีส่วนประกอบทั้ง 4 ส่วนนี้ อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

1. อนินทรียวัตถุ 

อนินทรียวัตถุ  คือ แร่ธาตุที่ได้มาจากการผุพังย่อยสลายตัวของแร่และหิน 

2. อินทรียวัตถุ

อินทรียวัตถุ คือ ซากพืช ซากสัตว์ทุกชนิดสลายตัวด้วยจุลินทรีย์ สารอินทรีย์ที่ได้จากการย่อยสลาย และส่วนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่จากกระบวนการย่อยสลาย

3. น้ำในดิน

น้ำในดิน เป็นส่วนประกอบที่อยู่ในดิน ซึ่งดินแต่ละชนิดก็จะมีน้ำในอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป

4. อากาศในดิน

อากาศจะแทรกอยู่ระหว่างเม็ดดินตามช่องว่างดินทำให้ดินโปร่งมีรูพรุนมาก  

การบุกรุกพื้นที่ทำกินด้วยการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำและเป็นตัวที่ช่วยปรับอุณภูมิให้อากาศเหมาะสม พอเหมาะไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไปแต่ผลที่ได้มาจากการบุกรุกป่าตัวอย่างเช่นในฤดูฝน น้ำในจะชะเอาอาหารพืชบริเวณหน้าดินลงสู่แม่น้ำลำคลองดินที่เหลืออยู่ก็จะกลายเป็นดินชั้นเลวที่ให้ผลผลิตต่ำ

       ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เราใช้กันมากที่สุด เช่นเอาดินมาทำสิ่งก่อสร้าง เพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ เป็นต้นแต่ของใดก็ตาม ถ้าเรามุ่งแต่จะใช้อย่างเดียวแต่ไม่มีการบำรุงรักษา ไม่ช้าของนั้นจะต้องเสื่อมเสียไป อย่างไม่ต้องสงสัยเลย ดินก็เช่นกันถ้าขาดการปรับปรุง หรือบำรุงรักษาไว้ดินก็จะเสื่อม กล่าวคือให้ผลิตผลต่ำลงทุกทีในขณะที่ความต้องการผลิตผลสูงขึ้น เพราะจำนวนพลโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน ปัญหานี้คนส่วนใหญ่มักจะไปแก้ด้วยการเพิ่มเนื้อที่ในการผลิตโดยการถากถางทำลายป่า อันเป็นต้นน้ำลำธารและเป็นตัวช่วยลดหรือปรับอุณหูมิของอากาศให้พอเหมาะ ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปสิ่งที่ตามมาได้แก่การพังทลายของหน้าดินในฤดูฝนน้ำฝน จะชะเอาอาหารพืชบริเวณหน้าดินลงสู่แม่น้ำลำคลองหมด ดินที่เหลืออยู่จะกลายเป็นดินที่เลวให้ผลผลิตต่ำปัจจุบันนี้ ความต้องการผลผลิตสูงขึ้น พื้นที่เกษตรกรรมมีจำกัดจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดค้นหาวิธีต่าง ๆ มาทำให้ดินดีขึ้น โดยทั่ว ๆไปแล้วเกษตรกรมักจะคิดถึงด้านปุ๋ยน้อยคนนักที่จะคิดถึงโครงสร้างของดิน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ เพราะอิทธิพลของมันไม่เพียงแต่จะทำให้การระบายอากาศหรือน้ำดีขึ้นเท่านั้น มันยังทำให้แร่ธาตุและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินนั้นสลายตัว ให้ธาตุตัวที่เป็นอาหารและประโยชน์แก่พืชโดยตรง ทำให้ผลผลิตสูงขึ้นตามมาด้วย นอกจากนี้โครงสร้างของดินยังมีผลต่อการพังทลายของดินด้วย โดยเฉพาะดินตามไหล่เขาหรือดินที่มีความลาดชันสูง

เมื่อได้ทราบถึงความสำคัญของโครงสร้างแล้ว ลองมากล่าวถึงความเป็นมาของโครงสร้างสักเล็กน้อย โดยต้องเริ่มจากการเกิดของดินว่าดินนั้นเกิดมาได้อย่างไร ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้ดิน เกิดจากการสลายตัวของหินชนิดต่าง ๆ ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยขบวนการหรือวิธีการทางเคมีและกายภาพ กล่าวคือเมื่อหินนั้นโผล่ออกมาพบกับอากาศ (ซึ่งความจริงในธรรมชาตินั้น อาจจะไม่ได้โผล่ออกมาเองแต่ออกมาให้เราเห็นเนื่องจากการพังทลายของดินชั้นบนก่อน โดยน้ำมือมนุษย์ทำการถากถางไปก็ได้ หรือจะโดยที่มีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหวก็ได้ ) และถูกกับแก๊สออกซิเจนน้ำ กรด อันเกิดจากการเผาไหม้เช่น กรดคาร์บอนนิค กรดกำมะถัน หรือด่าง แล้วธาตุในหินเหล่านั้นจะทำปฏิกริยากับสิ่งดังกล่าวนี้ทำให้หินก้อนใหญ่ ๆ แตกหรือสลายตัวกระจายออกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อยขนาดต่าง ๆ กัน บางอย่างก็ยังมองเห็นซากเดิมอยู่ บางอย่างก็เปลี่ยนแปลงจากเดิมไป เช่น ตามภูเขาบางแห่งจะพบหินที่กำลังสลายตัว เมื่อเอามือจับแล้วบี้หินเหล่านั้นจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดดินในขั้นต่อไปนั้น เศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านี้ จะถูกน้ำ ลมและอุณหภูมิ ที่แตกต่างกันของกลางวันและกลางคืน หรือตามฤดูกาล ทำให้เศษหินแตกออกเป็นอนุภาค หรือชิ้นเล็กลงไปอีก ซึ่งขนาดของแต่ละอนุภาคนั้นกับชนิดของหินที่สลายตัว กล่าวคือหินบางอย่างสลายตัให้ดินเหนียวหรือมีอนุภาคขนาดไม่เวกิน 2 ไมครอน ( 1 ไมครอนเท่ากับเศษหนึ่งส่วนพันมิลลิเมตร ) มากกว่าขนาดอื่น เราเรียกมันให้ดินเหนียวหินบางชนิดสลายตัวให้ดินร่วนปนทราย คือ มีอนุภาคขนาดไม่เกิน 2 ไมครอนบ้างขนาด 2 – 50 ไมครอนบ้างและขนาด 50 ไมครอนถึง 2 มิลลิเมตร ในปริมาณที่พอ ๆ กันและหินบางชนิดสลายตัวให้อนุภาคขนาด 50 ไมครอนขึ้นไปมากกว่าขนาดอื่น ดินพวกนี้มักหยาบหรือเราเรียกว่าดินทรายนั้นเอง อนุภาคเหล่านี้จะถูกลมหรือน้ำพัดพาไปทับถมปะปนคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ อันเกิดจากซากพืชสัตว์รวมตัวเกาะกลุ่มกันเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย เม็ดดินก้อนเล็กก้อนน้อยรวมตัว เชื่อมต่อกันเป็นแผ่นใหญ่ดังที่เราหรืออยู่อาศัยกันทุกวันนี้นั้นเอง การเกาะหรือรวมตัวเชื่อมต่อกันจนเป็นก้อนเป็นผืนแผ่นใหญ่ของอนุภาค ที่เกิดจากการสลายตัวของหิน ซึ่งต่อไปเราจะเรียกว่าอนุภาคของดินนั้น มันจะเกาะกันเป็นก้อนที่มีรูปร่างต่าง ๆ กันเมื่อเราหักหรือทุบให้มันแตกจากก้อนใหญ่และมองไปที่ก้อนดิน จะพบว่าการเรียงตัวหรือจัดว่างตัวของอนุภาคของดินที่เกิดจากหินแต่ละชนิด จะไม่ค่อยเหมือนกัน ช่องระหว่างอนุภาคดินต่างกัน คือ มีมากบ้างน้อยบ้าง บางชนิดช่องว่างเหล่านั้นต่อกันเป็นรูขนาดและแบบต่าง ๆ กันออกไปทั้งนี้จากอิทธิพลของประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ตามขอบรอบ ๆ อนุภาคของดินความชื้นอุณหภูมิ และขนาดของอนุภาคของดินนั้นเองคุณสมบัติที่เกิดขึ้น และปรากฏให้เห็นนี้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่กล่าวถึงในขณะนี้เองโครงสร้างของดิน พี่จะพูดหรือเปล่าว่าดีหรือเลวนั้นขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย หรือประโยชน์ที่จะนำดินนั้นไปใช้งาน ที่ดินแถวๆลพบุรี ที่มีดินชั้นบนค่อนข้างดำ ยืดตัวและหดตัวสูงมาก ระบายน้ำเร็วที่สุด แต่ความอุดมสมบูรณ์สูง ถ้าจะเอาดินนั้นไปทำถนนจะได้ถนนที่ไม่ทนทาน โครงสร้างของมันไม่เหมาะกับถนน แต่ถ้าเอาไปทำแกนเขื่อนกั้นน้ำ จะกั้นน้ำได้ดี หรือทำนาข้าว จะเก็บกักน้ำไว้หล่อเลี้ยงต้นข้าวได้ดี ปลูกข้าวงาม โครงสร้างของดินในแง่ชลประทานและการเกษตรกรรมที่ดีแต่เลวในแง่ของการก่อสร้างหรือวิศวกรรมโยธาเป็นต้น อย่างไรก็ตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียนต้องการจะให้กสิกร โดยเฉพาะยุวเกษตรกรผู้ที่จะเป็นพลังอันสำคัญทางเกษตรกรรมของชาติในอนาคต ได้ทราบถึงความเป็นมาของการเกิดดินและโครงสร้างของมัน รวมไปถึงการอนุรักษ์รักษาดินที่ดีอยู่แล้วให้ดีมีประโยชน์มากที่สุด

___________________

สุทัศน์ สิทธิสมวงศ์

 

ผักหวานป่า การแพร่กระจายพันธุ์

     ผักหวานป่าถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งผักพื้นบ้าน  ทรงคุณค่าทั้งรสชาติและคุณสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ผักหวานป่าแพร่และขยายพันธุ์ในป่าเขตร้อนทั่วไปโดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซียและพม่าสำหรับผักหวานป่าในประเทศไทยนั้น การแพร่พันธุ์ของผักหวานป่า ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด พื้นที่ของดงผักหวานป่าขนาดใหญ่ที่สุดจะอยู่ในเขตป่าภาคเหนือ จะเชื่อมต่อกันผ่านแนวสันเขาที่ทอดยาวในเขตป่าภาคเหนือเกือบทุกจังหวัด

เมล็ดผักหวานป่า0002

เมล็ดสุกของต้นผักหวานป่า

     เริ่มจากดงผักหวานป่าบนยอดดอยของจังหวัดเชียงใหม่ เชื่อมกับดงผักหวานป่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก เชื่อมไปยังดงผักหวานป่าของจังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง จากนั้นก็เชื่อมไปยังดงผักหวานป่าของจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดอุตรดิตถ์ผ่านไปยังจังหวัดน่านและจังวัดพะเยา ต้นผักหวานป่าในจังหวัดแพร่และเชียงรายมีประปรายไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนจังหวัดอื่นๆตามที่กล่าวมาข้างต้น

        

แหล่งเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่าอันดับรองลงมาคือ

ภาคกลาง  สระบุรี กาญจนบุรี

ภาคอีสาน นครราชสีมา นครพนม อุดรธานี สกลนคร

 ภาคใต้ กระบี่ สุราษฎร์ธานี 

ในอดีตการแพร่กระจายพันธุ์ผักหวานป่าอาศัยสัตว์พาหนะในการช่วยแพร่กระจายพันธุ์เพียงเท่านั้นแต่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถขยายพันธุ์ผักหวานป่าในการนำมาปลูกในบ้านและในสวนได้แล้วและมีวิวัฒนาการและทักษะในการเพาะปลูกที่ดีขึ้นเรื่อยๆสำหรับการเพาะปลูกขยายพันธุ์ผักหวานป่าในแต่ละปี

การขยายพันธุ์ผักหวานป่ามีดังต่อไปนี้

1การปลูกด้วยเมล็ด

2การปลูกด้วยต้นกล้า

3การปลูกด้วยกิ่งตอน

4การขยายพันธุ์โดยการชำราก(ชำไหล)

       การปลูกผักหวานป่าในปัจจุบันไม่ได้ยากเหมือนดังเดิมอีกต่อไปแล้วในอดีตมีการทดลองปลูกด้วยวิธีการต่างๆมากมายส่วนใหญ่จะล้มเหลวตายเป็นส่วนมากแต่ในปัจจุบัน วิวัฒทนาการในการปลูกผักหวานป่านั้นก้าวหน้ามากแล้วจึงทำให้การปลูกผักหวานป่าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป   

      จากประสบการณ์ภาคสนามของผู้เขียนนานนับสิบปี ในภารกิจตามหาแหล่งเมล็ดพันธุ์ของผักหวานป่าในภาคเหนือ ถึงขั้นรถเสียนอนต้องนอนค้างในป่าก็เคยมีมาแล้ว  จึงมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งเมล็ดพันธุ์ของผักหวานป่าในภาคเหนือเป็นอย่างดี การขยายพันธุ์ของต้นผักหวานป่าในป่านั้นจะอาศัยสัตว์พาหนะกินเมล็ดผักหวานป่าเป็นอาหาร ผ่านระบบย่อยอาหาร ​ กระเพาะ ลำไส้ เมื่อสัตว์เหล่านี้ถ่ายมูลที่มีเมล็ดผักหวานป่าปนอยู่เมื่อถ่ายออกมาแล้วก็จะทำให้เกิดการขยายพันธุ์ผักหวานป่า โดยสัตว์พาหนะผู้ช่วยเหล่านี้เช่น ลิง กวาง เนื้อทราย อีเห็น เนื่องจากเมล็ดผักหวานป่ามีความกว้างประมาณ 0.5  นิ้ว ยาวประมาณ 1 นิ้ว  สัตว์และนกขนาดเล็กไม่สามารถกลืนเมล็ดลงท้องได้จึงไม่สามารถเป็นสัตว์พาหนะในการขยายพันธุ์ของต้นผักหวานป่าได้ (ลิง กวาง เนื้อทรายในป่าภาคเหนือปัจจุบันสาบสูญหรือไม่ก็ใกล้สาบสูญแล้วเนื่องจากถูกนนุษย์ล่าไปเป็นอาหาร) ปัจจุบัน อีเห็นจะเป็นสัตว์พาหนะหลักๆที่แพร่ขยายพันธุ์ผักหวานป่า พรานป่าถ้าเจอกองมูลของอีเห็นที่กินเมล็ดผักหวานป่า ก็จะถือว่าโชคดีเพราะไม่ต้องแกะและร่อนเปลือเมล็ดผักหวานด้วยตัวเอง

     ปัจจุบันนั้นมีผู้สนใจปลูกผักหวานป่าเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นที่ทนต่อโรคพืชโรคเแมลง ปลูกครั้งเดียวเก็บขายได้ตลอดชีวิตเนื่องจากผักหวานป่าเป็นไม้ป่าที่อายุยืนนับร้อยปี ประกอบกับรสชาติที่อร่อยและสรรพคุณที่มากมาย การที่ถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งผักพื้นบ้านทั้งปวงจึงเป็นฉายาที่สมเหตุสมผลไม่เกินจริง มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกทางภาคอีสาน ผู้คนให้ความนิยมบริโภคแต่ผลลิตของยอดผักหวานป่า ไม่พอต่อความต้องการโดยเฉพาะผักหวานป่านอกฤดูกาล ซึ่งมีราคาแพงมากแพงกว่าผักทั่วๆไปหลายเท่าตัว

สตรอเบอรี่ พระราชทาน80

สตรอเบอรี่ราชินี ของผลไม้ทั้งปวง

จุดกำเหนิดของการปลูกสตรอเบอรี่ในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ 2477 โดยชาวอังกฤษเป็นผู้นำพันธุ์สตรอเบอรี่เข้ามาปลูกและแพร่ขยายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาถูกเรียกว่าพันธุ์พันธุ์สตรอเบอรี่นี้ว่า พันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากมีผลขนาดเล็ก ผลผลิตน้อยไม่ดกและรสชาติไม่ดี และต่อมาเมื่อมีการนำพันธุ์สตรอเบอรี่พันธุ์ใหม่เข้ามาปลูกโดยมูลนิธิโครงการหลวง  ซึ่งให้ผลผลิตที่ดีกว่าจึงเรียกพันธุ์ที่ชาวอังกฤษนำเข้ามาครั้งแรกว่า สตรอเบอรี่พันธุ์พื้นเมือง

 

ในปี พ.ศ 2512 มูลนิธิโครงการหลวงได้ก่อนตั้งขึ้น เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ของการปลูกฝิ่นในที่ราบสูงของภาคเหนือ ในปี พ.ศ  2517 สตรอเบอรี่เป็นไม้เมืองหนาวชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาปลูกและพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้ปลูกในพื้นที่ราบสูงของภาคเหนือได้ เนื่องจากมีอากาศที่หนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว เหมาะแก่การปลูกไม้เมืองหนาว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นส่งผลให้มีพืชผักผลไม้มืองหนาวมากมายในปัจจุบัน เพราะถ้าหากไม่นำพันธุ์พืชผักผลไม้เมืองหนาวมาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูก ก็ยากที่จะโน้มน้าวให้เลิกปลูกฝื่นได้  

ใน 2535 สตรอเบอรี่เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นการบริโภคภายในประเทศ ผู้บริโภคภายในประเทศรู้จักและนิยมการทานสตรอเบอรี่มากขึ้นและประกอบกับตลาดภายนอกประเทศก็ให้ความนิยมสตรอเบอรี่สูงขึ้นเช่นกัน

เกษตรกรให้ความสนใจในการปลูกสตรอเบอรี่แพร่หลายมากขึ้นจากแรกเริ่มเดิมทีนิยมปลูกสรอเบอรี่เฉพาะบนพื้นที่ภูเขาสูงในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แต่ได้มีการเริ่มปลูกสตรอเบอรี่ในบริเวณพื้นราบในจังหวัด เชียงใหม่ อำเภอสะเมิง อำเภอแม่ริม อำเภอจอมทอง และอำเภอฝาง 

ถึงแม้ผลผลิตสตรอเบอรี่จะไม่ดกและขนาดของผลสตรอเบอรี่จะไม่เท่ากับพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่บนภูเขา แต่ก็สามารถจำหน่ายได้ราคาต่อกิโลกรัมที่แพงกว่า เนื่องจากสตรอเบอรี่ตั้งแต่เริ่มปลูกช่วงแรกจนถึงปัจจุบันนี้ ผลผลิตของสตรอเบอรี่ไม่เคยเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

ในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย ตามสอง ข้างทางก่อนที่จะเข้าตัวอำเภอแม่ส่ายจังหวัดเชียงราย สองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านขายผลสตรอเบอรี่สดสีแดงๆเต็มสองข้างทาง ในอำเภอใกล้เคียงอำเภอแม่ส่ายเช่นแม่จัน เชียงแสน มีการปลูกสรอเบอรี่ประปรายแต่ไม่มากเมือเทียบกำอำเภอแม่ส่าย

ในปัจจุบันสตรอเบอรี่ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ได้ปลูกเฉพาะในเขตภาคเหนือเท่านั้น ในภาคอีสาน และ ภาคตะวันตก และในภาคกลางบางจังหวัดที่มีเขตรอยต่อใกล้กับภาคเหนือก็นิยมปลูกสตรอเบอรี่กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน

ถึงแม้ผลผลิตจะไม่ดกและขนาดของผลสตรอเบอรี่จะไม่ใหญ่เท่ากับพื้นที่บนภูเขาก็ตาม แต่ก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาต่อกิโลกรัมที่แพงกว่า เนื่องจากสตรอเบอรี่ตั้งแต่เริ่มปลูกช่วงแรกๆจนถึงปัจจุบันนี้ ผลิตของสตรอเบอรี่ไม่เคยเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

สตรอเบอรี่สายพันธุ์ต่างๆที่โครงการหลวงนำเข้ามาและพัฒนาสายพันธุ์ส่งเสริมให้เกษตกรปลูก

พันธุ์พระราชทาน 13 หรือพันธุ์เคมบริดจ์เฟเวอริส ,  พันธุ์พระราชทาน 16 หรือพันธุ์ไทโอก้า , พันธุ์พระราชทาน 20 หรือพันธุ์สีคะโวยะ , พันธุ์พระราชทาน 50 หรือพันธุ์บี 5 ,  พันธุ์พระราชทาน 70 หรือพันธุ์โตโยนากะ ,  พันธุ์พระราชทาน 72 หรือพันธุ์โทชิโอโทม , พันธุ์ 329 , พันธุ์พระราชทาน 80 ,  พันธุ์พระราชทาน 88

พันธุ์พระราชทาน 80 คือพันธุ์ที่เกษตกรปลูกมากที่สุดในตอนนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เกษตกรนิยมปลูกพันธุ์ 329 ควบคู่กันกับพันธุ์ พระราชทาน 80 เนื่องจากผิวจะหนากว่าทนกว่าการขนส่งทางไกลได้ดีกว่าพันธุ์พระราชทาน 80 แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เกษตกรลดการปลูกพันธุ์ 329 เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดเรื้อรัง

พันธุ์พระราชทาน 88 คือพันธุ์ที่โครงการหลวงพัฒนาล่าลุดเพื่อให้เกษตรกรปลูกแก้ไขปัญหาสายพันธุ์ก่อนหน้านี้เช่นพันธุ์ 80 ที่มีรสชาติอร่อยแต่ผิวบางไม่ทนต่อการขนส่งทางไกลได้ แต่เกษตรกรยังไม่นิยมปลูกเพราะยังไม่มีทักษะในการดูแลสตรอเบอรี่สายพันธุ์ใหม่เนื่องจากการปลูกสตรอเบอรี่จะมีงบลงทุนต่อไร่ค่อนข้างสูง การที่จะปลูกสตรอเบอรี่สายพันธุ์ใหม่ๆที่ไม่เคยปลูกมาก่อนในจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยง ดังนั้นเกษรตกรจะทดลองปลูกพันธุ์ใหม่จากน้อยไปหามาก เมื่อได้ผลดีอัตราผลผลิตต่อไร่สูงเป็นที่น่าพอใจ และตลาดต้องการก็จึงค่อยๆเพิ่มจำนวนการปลูกพื้นที่ปลูกตามที่ตลาดต้องการ